รู้ทันโรค! “ไข้เลือดออก” อันตรายใกล้ตัวที่ต้องระวัง

สุขภาพ / 17 October 2020 / 8

ไข้เลือดออก เป็นอีกโรคที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน ด้วยไข้ประเภทนี้เป็นไข้ที่มีอันตรายอย่างมากกับคนที่มีร่างกายอ่อนแอ เพราะบางคนนั้นอาจจะถึงแก้ชีวิตได้เพียงแค่คิดว่าเป็นไข้หวัดธรรมดา ไข้เลือดออกจึงถือว่าเป็นไข้ที่มีความรุนแรงในอันดับต้นๆเลยก็ว่าได้ วันนี้เรามารู้จักโรคไข้เลือดออกเพื่อให้รู้เท่าทันกันดีกว่า

ไข้เลือดออก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเด็งกี ซึ่งเป็นไวรัสชนิดหนึ่งมียุงลายเป็นพาหะนำโรค โดยที่ยุงลายไปกัดคนที่ป่วยเป็นโรคดังกล่าวนี้ และบินไปกัดคนที่อยู่บริเวณนั้นๆ จึงทำให้เชื้อไข้เลือกออกแพร่กระจายจากยุงลายที่เป็นปัจจัยในการแพร่เชื้อ
อาการของผู้ป่วยไข้เลือดออก จะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

  1. ผู้ป่วยจะมีไข้สูง 2-7 วัน ยาลดไข้ก็ไม่สามารถทำให้ไข้ลดลงได้ ผู้ป่วยในระยะนี้จะมีอาการ หน้าแดง ตาแดง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ กระหายน้ำ เบื่ออาหาร อาเจียน ซึม บางรายอาจปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือชายโครงขวาหรือปวดท้องทั่วไปและอาจมีท้องผูกหรือถ่ายเหลวร่วมด้วย
  2. จะมีอาการช๊อกและมีเลือกออก โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงประมาณ 3-7 วัน ผู้ป่วยจะมีอาหารกระสับกระส่าย เหงื่อออก ตัวเย็น มือเท้าเย็น ปัสสาวะออกน้อย ชีพจรเต้นเบาแต่เร็ว ความดันเลือดต่ำ ซึม เลือดกำเดาไหล อาเจียน และถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสดๆ หรือเป็นสีกาแฟ ผิวหนังหรือมีจ้ำเขียวพรายย้ำขึ้น ซึ่งระยะนี้มีอาการที่น่าเป็นห่วงมาก หากไม่ไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด ก็อาจจะถึงแก่ชีวิตได้
  3. ระยะฟักตัว ซึ่งผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาโรคนี้อย่างถูกวิธี ถึงแม้ว่าจะมีอาการที่ดีขึ้นแล้วก็ตาม แต่เชื้อไวรัสที่อยู่ภายในร่างกายของยังทำงานและพร้อมที่จะระบาดจนกว่า 7-10 วัน หากผู้ป่วยไม่มีโรคแทรกซ้อนตามมา
    สาเหตุส่วนใหญ่ที่เกิดโรคไข้เลือดออก
    คนส่วนใหญ่มักจะป้องกันตนเองเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนหรือเวลานอน แต่ช่วงเวลากลางวันไม่ได้ดูแลตัวเองเอาเสียเลย ซึ่งยุงลายเป็นยุงที่หากินในช่วงเวลากลางวันเป็นส่วนใหญ่ คนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของยุงลาย จึงอาจจะพลาดเป็นไข้เลือดออกได้ง่ายๆ

วิธีป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด

  1. นอนกางมุ้ง
  2. ไม่อยู่ในที่อับ
  3. จุดยากันยุงหรือทายากันยุง
  4. ทำลายแหล่งเพาะพันธ์ยุง
  5. อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายบ่อยๆ

วิธีดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้เลือกออก

  1. ให้ผู้ป่วยพักผ่อนมากๆ หากมีไข้สูงให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวบ่อยๆและให้ยาลดไข้พาราเซตามอล ตามที่แพทย์สั่ง
  2. ถ้าเป็นผู้ป่วยเด็กและเคยชัก ควรให้รับประทานยากันชักไว้ก่อน
  3. รับประทานอาหารอ่อนๆ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก และดื่มน้ำมากๆ
  4. เฝ้าสังเกตอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด หากมีไข้สูงหรือเกิดอาหหารชัก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที