ไม่ใช่เรื่องยาก!! วิธีดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและต่ำ

สุขภาพ / 18 May 2021 / 35

โรคความดันหิต เป็นอีกโรคหนึ่งที่วงการแพทย์กังวลอย่างมาก สำหรับคนไทยหลายคนที่กำลังเผชิญปัญหาอยู่ในตอนนี้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีอัตราการป่วยเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตเยอะที่สุด ซึ่งโรคความดันโลหิตนี้จะส่งผลอันตรายกับร่างกายและระบบเลือดของผู้ป่วยอย่างรุนแรง ผู้สูงอายุบางคนนั้นอาจถึงแก่ชีวิตได้เมื่อมีอาการกำเริบ วันนี้เราจึงมีวิธีปฏิบัติและวิธีดูแลรักษาเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตต่ำและโลหิตสูงมาแนะนำกัน

ความดันโลหิตต่ำ หมายถึง ความดันเลือดซิสโตลิกต่ำกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท ความดันโลหิตต่ำนี้สามารถเป็นได้ทุกช่วงอายุ 

อาการของโรคความดันโลหิตต่ำ

  1. เวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลมกะทันหัน
  2. ใจเต้นแรง ใจสั่น
  3. ตาพร่าเบลอ
  4. คลื่นไส้
  5. เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย
  6. กระหายน้ำ

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคความดันต่ำ : มาจากร่างกายของเราขาดสารอาหาร อย่างเช่น โปรตีนและวิตมีนซี ที่ส่งผลทำให้ผนังหลอดเลือดไม่แข็งแรง มีการคลายตัวของหลอดเลือดมากเกินไปจึงทำให้เกิดผลข้างเคียง

วิธีรักษาโรคความดันต่ำเบื้องต้น

  1. หากผู้ป่วยเกิดอาการหน้ามืด หรือเหมือนที่จะเป็นลม ให้นั่งลงหรือนอนลงทันที จากนั้นให้วางเท้าให้สูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมองได้ทัน
  2. ไม่ควรนั่งหรือยืนเป็นระยะเวลานาน
  3. ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มคาเฟอีน
  4. ออกกำลังกายเบาในช่วงเช้า เพื่อกระตุ้นให้หัวใจทำงานให้เพิ่มมากขึ้น
  5. พักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมงขึ้นไป และไม่ควรนอนดึก

ความดันโลหิตสูง คือ ผู้ป่วยที่มีความดันเลือกตั้งแต่140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ซึ่งผู้ป่วยโรคความดันสูงส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงสูงอายุ โดยจะมีอาการคือ วิงเวียงศีรษะ ตึงต้นคอหรือปวดต้นคอ ใจสั่น อ่อนเพลีย ตาพล่ามัว หรืออาจมีเลือดกำเดาไหลร่วมด้วย

สาเหตุที่เกิดของโรคความดันสูงเกิดจากอาการแทรกซ้อนจากโรคดังต่อไปนี้

  1. โรคไต
  2. หลอดเลือดแดงตีบ
  3. หลอดเลือดไตตีบ
  4. โรคไตเรื้อรัง
  5. โรคเบาหวาน
  6. โรคอ้วน

วิธีปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยความดันสูง

  1. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควบคุมปริมาณน้ำตาลและไขมันที่รับประทานเข้าไป
  2. งดการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  3. การออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยให้ร่างกายของผู้ป่วยดีขึ้น
  4. ควรได้รับยาจากแพทย์สั่งเท่านั้น ไม่ควรที่จะรับประทานยาเอง
  5. พยายามผ่อนคลาย ไม่เครียด มองโลกในแง่ดี หมั่นบริหารสุขภาพจิตอยู่เสมอ เช่น การนั่งสมาธิ การเล่นโยคะ หรือ ร้องเพลง จะช่วยผ่อนคลายไม่ทำให้เกิดความเครียดได้